พายุฝุ่นสีเหลืองหม่นโหมกระหน่ำซัดปะทะเข้ากับชุดอวกาศของเอเลียสจนเกิดเสียงดังระงม เขาก้าวเดินอย่างยากลำบากผ่านภูมิประเทศที่ไร้ชีวิตของดาวเคราะห์ดวงที่สี่จากดาวแคระแดง แสงสลัวจากท้องฟ้าที่ปกคลุมด้วยชั้นบรรยากาศหนาทึบทำให้ทุกอย่างดูบิดเบี้ยวและเลือนลางราวกับภาพฝันที่กำลังจะแตกสลาย

เขาหยุดยืนตรงหน้าแท่งผลึกแก้วโปร่งแสงที่ตั้งตระหง่านอยู่กลางแอ่งกระทะ มันเปล่งประกายแสงสีฟ้าอ่อนจางๆ ตัดกับสีสันที่แห้งแล้งของพื้นดินโดยรอบ ราวกับว่ามันเป็นสิ่งแปลกปลอมเพียงหนึ่งเดียวที่ปฏิเสธจะยอมจำนนต่อแรงโน้มถ่วงและสภาพอากาศอันโหดร้ายของที่นี่

มือที่สวมถุงมือหนาเอื้อมออกไปสัมผัสผิวสัมผัสเรียบเนียนของผลึกนั้น ทันทีที่ปลายนิ้วแตะลงไป เสียงกังวานต่ำลึกก็ดังก้องขึ้นในช่องหูของเขา มันไม่ใช่เสียงจากภายนอก แต่เป็นแรงสั่นสะเทือนที่ถ่ายทอดตรงเข้าสู่สมองผ่านโครงสร้างของชุดอวกาศ เอเลียสชักมือกลับด้วยความตระหนก แต่ภาพสะท้อนในผลึกแก้วกลับเริ่มเปลี่ยนไปจากเดิม

แทนที่จะเป็นใบหน้าของเขาเอง เงาที่ปรากฏในนั้นกลับกลายเป็นภาพเมืองลอยฟ้าที่เต็มไปด้วยแสงสีตระการตาที่เขาไม่เคยรู้จักมาก่อน “นี่มันคืออะไรกันแน่” เขาพึมพำกับตัวเองขณะพยายามตั้งสติ ทว่าภาพในผลึกกลับขยายใหญ่ขึ้นจนเขารู้สึกเหมือนถูกดึงดูดให้จมดิ่งลงไปในพื้นผิวมันวาวนั้น

“อย่าพยายามมองหาสิ่งที่คุณสูญเสียไปในกระจกเงาที่พังทลาย” เสียงหญิงสาวคนหนึ่งดังแทรกเข้ามาในหัวของเขาอย่างชัดเจนจนน่าตกใจ เอเลียสหมุนตัวกลับหลังหันไปมองรอบด้านอย่างรวดเร็ว แต่สิ่งที่พบเห็นมีเพียงพายุฝุ่นที่ยังคงพัดวนอยู่ตามปกติ ไม่มีร่องรอยของมนุษย์หรือสิ่งมีชีวิตอื่นใดในรัศมีหลายร้อยกิโลเมตร

เขากระชับปืนสำรวจในมือแน่นพลางตะโกนกลับไปในอากาศที่ไร้เสียงตอบรับ “ใครอยู่ที่นั่น ออกมาให้เห็นตัวเดี๋ยวนี้” ความเงียบงันที่ตามมานั้นน่าขนลุกยิ่งกว่าเสียงพายุเสียอีก เขาเริ่มสงสัยว่าระบบประสาทของเขาอาจกำลังประสบปัญหาจากการขาดออกซิเจนหรือผลกระทบจากรังสีในชั้นบรรยากาศที่แปรปรวน

ผลึกแก้วตรงหน้าเริ่มเปลี่ยนรูปร่าง มันบิดเบี้ยวและยืดขยายออกราวกับของเหลวที่ถูกทำให้แข็งตัว มันเริ่มสร้างรูปร่างเป็นประตูโค้งที่เปิดออกสู่มิติที่เขากำลังมองเห็นในเงาสะท้อน เอเลียสขยับถอยหลัง แต่แรงดึงดูดมหาศาลกลับยึดเหนี่ยวเขาไว้ไม่ให้ขยับเขยื้อนไปไหนได้ ราวกับว่ากฎแห่งฟิสิกส์ในบริเวณนี้ถูกสั่งให้หยุดทำงานชั่วคราว

เขามองเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งเดินออกมาจากประตูโค้งนั้น เธอสวมชุดที่ดูราวกับถักทอจากแสงดาวและเงาจางๆ ของเนบิวลา ดวงตาของเธอว่างเปล่าทว่ากลับเต็มไปด้วยเรื่องราวของดวงดาวนับล้านที่ดับสูญ “คุณมาถึงที่นี่ได้ช้ากว่าที่บันทึกไว้ในเศษเสี้ยวของเวลา” เธอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบแต่ทรงพลัง

เอเลียสรู้สึกถึงแรงกดดันที่หน้าอกจนแทบหายใจไม่ออก เขาพยายามคว้าเครื่องส่งสัญญาณฉุกเฉินบนสายรัดอก แต่เครื่องมือเหล่านั้นกลับหยุดทำงานไปเสียดื้อๆ “ผมแค่มาสำรวจตามภารกิจของสถานีวิจัย ไม่ได้ต้องการจะรบกวนอาณาเขตของใคร” เขาพยายามต่อรองทั้งที่ใจสั่นรัว

หญิงสาวคนนั้นยิ้มจางๆ ก่อนจะโบกมือผ่านอากาศที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นเศษซากของหินและดินรอบตัวก็เริ่มลอยขึ้นเหนือพื้นดินและประกอบร่างกันใหม่จนกลายเป็นโครงสร้างของมหานครที่สาบสูญ “อาณาเขตนี้ไม่มีเจ้าของมานานนับพันปีแล้ว สิ่งที่เหลืออยู่มีเพียงความทรงจำที่ตกค้างในผลึกแก้วเหล่านี้เท่านั้น” เธอกล่าวพร้อมกับก้าวเดินเข้ามาใกล้จนเอเลียสสัมผัสได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเธอ

เขาตระหนักได้ทันทีว่านี่ไม่ใช่การเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวหรือสิ่งมีชีวิตในรูปแบบที่เขารู้จัก แต่มันคือปรากฏการณ์ทางกายภาพที่หลงเหลืออยู่จากอารยธรรมที่ก้าวข้ามขีดจำกัดของมิติไปแล้ว “แล้วคุณจะให้ผมทำอย่างไรต่อ” เขาถามเสียงสั่น ความกลัวถูกแทนที่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นของนักวิทยาศาสตร์ที่ถูกผลักดันจนถึงขีดสุด

“จงเลือกเอาว่าจะรักษาสมดุลของเวลาไว้ หรือจะยอมสลายไปพร้อมกับความจริงที่ไม่มีใครเคยจดจำ” เธอเอ่ยพลางยื่นมือเรียวบางมาข้างหน้า ในมือของเธอนั้นไม่มีสิ่งใดวางอยู่ แต่มันกลับเปล่งประกายด้วยพลังงานที่รุนแรงจนอากาศรอบข้างเกิดการบิดเบี้ยว เอเลียสรู้ดีว่าหากเขาสัมผัสมือคู่นั้น การเดินทางกลับบ้านของเขาจะกลายเป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีตที่ไม่มีวันเป็นจริง

เขามองย้อนกลับไปที่เส้นขอบฟ้าที่พายุฝุ่นเริ่มจางลง เผยให้เห็นดวงอาทิตย์สีแดงที่กำลังจะลับขอบฟ้า เขาตัดสินใจยื่นมือออกไปสัมผัสกับนิ้วของเธอ ทันทีที่สัมผัสกัน ร่างกายของเอเลียสก็แตกสลายกลายเป็นละอองแสงนับล้านที่พุ่งทะยานขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศที่ไร้ขอบเขต

ผลึกแก้วกลางทะเลทรายกลับคืนสู่สภาพเดิมอย่างรวดเร็วราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น พายุฝุ่นพัดผ่านจุดนั้นไปอีกครั้งทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าที่ไร้ร่องรอยของนักสำรวจหนุ่ม ทิ้งไว้เพียงเงาสะท้อนในผลึกที่ตอนนี้กลับมาเป็นภาพของทะเลทรายที่แห้งแล้งและเงียบเหงาตลอดกาล