แสงแดดแผดเผาเหนือผืนทรายสีขาวละเอียดจนดูเหมือนเกล็ดน้ำแข็ง อัลริคก้าวเท้าไปบนสันเนินทรายที่โอนเอนดั่งคลื่นทะเลพลางก้มมองเข็มทิศทองเหลืองในฝ่ามือที่ไร้เข็มบอกทิศทางมานานหลายปี ผิวโลหะของมันเย็นเฉียบราวกับถูกหล่อขึ้นจากหยาดน้ำค้างยามราตรี แม้จะไม่มีกลไกใดทำงานอยู่ภายใน แต่ทุกครั้งที่เขาหลับตาลง เขากลับได้ยินเสียงฟันเฟืองบดเคี้ยวกันเบาๆ ดังสะท้อนก้องมาจากความว่างเปล่าเบื้องล่าง

เขาหยุดยืนนิ่งเมื่อสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบกาย ผืนทรายที่เคยราบเรียบเริ่มก่อตัวเป็นรูปทรงเรขาคณิตที่บิดเบี้ยวและซับซ้อนเกินกว่าจะเกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ลมหายใจของเขาสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อเห็นเงาร่างของตัวเองทอดยาวลงบนพื้นทราย แต่เงาเหล่านั้นกลับทำท่าทางกางแขนออกราวกับจะโอบกอดความมืดมิดที่เริ่มคืบคลานเข้ามาปกคลุมขอบฟ้า

“ข้าไม่ได้มาที่นี่เพื่อแลกเปลี่ยนวิญญาณกับเจ้า” อัลริคตะโกนก้องไปในความว่างเปล่า เสียงของเขาถูกกลืนหายไปกับสายลมที่พัดพาละอองทรายหมุนวนเป็นเกลียว เขาชูเข็มทิศขึ้นสูง หวังว่าแสงสะท้อนของมันจะช่วยเจาะทะลวงม่านหมอกแห่งมายาที่กักขังเขาไว้ในเขตแดนไร้ทางออกแห่งนี้ให้จางหายไป

ร่างเงาที่ปรากฏบนพื้นดินค่อยๆ ลุกขึ้นยืนและก้าวออกมาจากผืนทราย มันมีรูปร่างคล้ายชายหนุ่มแต่ดวงตากลับเป็นเพียงหลุมลึกที่มองไม่เห็นก้นบึ้ง ใบหน้าของมันเหมือนกับอัลริคราวกับส่องกระจก แต่รอยยิ้มที่มุมปากนั้นกลับดูบิดเบี้ยวและเต็มไปด้วยความโหยหา มันยื่นมือที่โปร่งแสงออกมาคว้าจับข้อมือของเขาไว้จนเกิดรอยไหม้สีดำสนิทบนผิวหนัง

“เจ้าไม่ได้มาเพื่อแลกเปลี่ยน แต่เจ้ามาเพื่อทวงคืนสิ่งที่เจ้าทิ้งไว้เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก” ร่างเงากระซิบด้วยน้ำเสียงที่เหมือนเสียงกระดาษเสียดสีกัน มันใช้อีกมือนิ้วเรียวยาวแตะลงบนหน้าปัดเข็มทิศทองเหลืองที่ว่างเปล่า ทันใดนั้นเข็มขนาดเล็กทำจากเส้นใยสีเงินก็งอกเงยออกมาจากใจกลางเข็มทิศและเริ่มหมุนวนด้วยความเร็วสูงจนเกิดเสียงหวีดหวิวบาดแก้วหู

อัลริคพยายามดึงข้อมือกลับแต่แรงยึดเกาะนั้นมหาศาลราวกับถูกเหล็กกล้าบีบอัด เขาพยายามตั้งสติและรวบรวมพลังเวทมนตร์ในร่างให้ไหลเวียนไปที่ปลายนิ้วเพื่อผลักดันสิ่งชั่วร้ายนั้นออกไป แต่ยิ่งเขาขัดขืน เข็มทิศในมือก็ยิ่งส่งความร้อนระอุออกมาจนผิวกายของเขารู้สึกถึงกลิ่นไหม้ของเนื้อหนังที่ถูกเผาผลาญจากเวทมนตร์โบราณที่สาบสูญไปนับพันปี

“ข้าไม่ได้ทิ้งอะไรไว้ นอกจากความกลัวที่เจ้าใช้มันเป็นเกราะกำบัง” อัลริคกัดฟันตอบโต้ มืออีกข้างของเขาคว้ามีดสั้นที่เหน็บอยู่ข้างเอวแล้วแทงเข้าที่กลางอกของเงาร่างนั้นอย่างรุนแรง ใบมีดที่อาบด้วยน้ำมนต์ศักดิ์สิทธิ์ส่องประกายสีฟ้าครามตัดผ่านความมืดมิดจนเกิดเสียงระเบิดดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่วทะเลทราย

ร่างเงาสลายตัวกลายเป็นฝุ่นควันและถูกกระแสลมพัดพาไปจนหมดสิ้น เหลือเพียงเข็มทิศทองเหลืองที่บัดนี้มีเข็มสีเงินส่องประกายเจิดจ้าและชี้ตรงไปที่จุดจุดหนึ่งท่ามกลางเนินทรายที่กำลังยุบตัวลง อัลริคยืนหอบหายใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจเดินตามเข็มชี้ไปโดยไม่หันกลับมามองรอยเท้าของตัวเองที่จางหายไปอย่างรวดเร็ว

เบื้องหน้าของเขาคือประตูหินที่ซ่อนอยู่ใต้ผืนทราย ซึ่งบัดนี้กำลังเปิดอ้าออกเผยให้เห็นบันไดหินที่ทอดยาวลงสู่ความมืดมิดเบื้องล่าง อัลริคก้าวลงไปทีละขั้นโดยมีแสงสว่างจากเข็มทิศเป็นเพียงสิ่งเดียวที่นำทางเขาผ่านความเงียบงันที่กดทับลงมาบนบ่าราวกับหินหนัก

เมื่อเท้าของเขาแตะพื้นล่าง ภาพที่ปรากฏคือห้องโถงกว้างที่เต็มไปด้วยกระจกเงามากมาย ทุกบานต่างสะท้อนภาพเหตุการณ์ที่เขาเคยพยายามลืมเลือน อัลริคก้าวเดินผ่านกระจกเหล่านั้นไปอย่างช้าๆ โดยรู้ดีว่านี่คือบททดสอบสุดท้ายที่แท้จริงของเข็มทิศเล่มนี้ ทันใดนั้นกระจกทุกบานก็เริ่มร้าวและแตกกระจายพร้อมกัน ส่งผลให้เศษแก้วคมกริบปลิวว่อนไปทั่วห้องราวกับพายุหิมะที่ทำจากคมมีด

เขายกแขนขึ้นบังใบหน้าพร้อมกับหลับตาแน่น ปล่อยให้ความเจ็บปวดจากการถูกบาดแทรกซึมไปทั่วร่าง แต่ในความมืดที่ปิดสนิทนั้น เขากลับมองเห็นภาพตัวเองในวัยเด็กกำลังกอดเข็มทิศเล่มนี้ไว้แน่นในคืนที่พายุฝนโหมกระหน่ำ เขาเข้าใจแล้วว่าสิ่งเดียวที่เขาทำหายไปไม่ใช่ทิศทาง แต่คือความกล้าหาญที่จะเผชิญหน้ากับความสูญเสียในอดีต

เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง ห้องโถงที่เต็มไปด้วยกระจกก็หายไปสิ้น เหลือเพียงความว่างเปล่าและเข็มทิศในมือที่กลับมาว่างเปล่าอีกครั้ง อัลริคยิ้มออกมาบางๆ ก่อนจะเก็บมันเข้ากระเป๋าเสื้อแล้วเดินก้าวออกไปสู่แสงสว่างที่ปลายอุโมงค์เบื้องหน้า โดยไม่ต้องการเข็มทิศใดนำทางอีกต่อไป เพราะหัวใจของเขาได้กลายเป็นเข็มทิศที่นำทางชีวิตให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างแท้จริงแล้ว