ลาสเวกัส/ซิลิคอนแวลลีย์ — ต้นปี 2569 วงการเทคโนโลยีโลกถูกขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อย่างเต็มรูปแบบ โดยงาน Consumer Electronics Show (CES) 2026 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 6–9 มกราคม ที่เมืองลาสเวกัส สหรัฐอเมริกา ถูกคาดหมายว่าจะเป็นเวทีสำคัญในการเปิดตัวนวัตกรรมใหม่ ๆ ที่จะกำหนดทิศทางเทคโนโลยีตลอดทั้งปี ตั้งแต่หุ่นยนต์มนุษย์ แว่นตาอัจฉริยะ ชิปประมวลผล AI รุ่นใหม่ ไปจนถึงเทคโนโลยีจอภาพล้ำสมัย ขณะที่บริษัทยักษ์ใหญ่ในซิลิคอนแวลลีย์ โดยเฉพาะ OpenAI เดินหน้าเดิมพันหนักกับ AI รุ่นถัดไป ทั้งด้านเสียงและโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก ท่ามกลางกฎหมายควบคุม AI ใหม่ของสหรัฐฯ ที่เริ่มมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ต้นปีนี้

งาน CES 2026 ในปีนี้คาดว่าจะเน้น AI อย่างชัดเจน โดย Samsung เตรียมจัดนิทรรศการแยกที่ Wynn Las Vegas เพื่อโชว์ระบบนิเวศ AI แบบครบวงจร ขณะที่ LG จะนำเสนอวิสัยทัศน์ “Affectionate Intelligence” ซึ่งมุ่งให้ AI เข้าใจและตอบสนองต่อมนุษย์ได้เป็นธรรมชาติมากขึ้น ด้าน Intel เตรียมเปิดตัวชิป Core Ultra Series 3 หรือ Panther Lake สำหรับแล็ปท็อประดับพรีเมียมที่ออกแบบมาเพื่อรองรับการประมวลผล AI บนอุปกรณ์โดยเฉพาะ ส่วน Lenovo เตรียมจัดงาน Tech World ที่ Las Vegas Sphere เพื่อนำเสนอแนวคิด AI ที่ฉลาดและเข้าถึงได้สำหรับผู้ใช้ทุกกลุ่ม ขณะที่เทคโนโลยีจอภาพก็ยังเป็นอีกหนึ่งไฮไลท์สำคัญ ทั้งจอ Micro RGB จาก Samsung และ LG รวมถึง RGB LED จาก Sony ที่ให้คุณภาพสีและความสว่างในระดับสูง

อีกหนึ่งเทรนด์ที่โดดเด่นคือการมาของหุ่นยนต์มนุษย์ ซึ่งเริ่มขยับจากการสาธิตเชิงแนวคิดไปสู่การใช้งานจริงมากขึ้น โดยบริษัท 1X เตรียมส่งมอบหุ่นยนต์ Neo Beta ราคา 20,000 ดอลลาร์สหรัฐ ให้กับลูกค้ากลุ่มแรกในช่วงต้นปีนี้ แม้จะยังมีข้อจำกัดด้านความเร็วและความสามารถ แต่การนำ AI ขั้นสูงมาใช้งานช่วยให้หุ่นยนต์สามารถโต้ตอบกับมนุษย์ได้อย่างเป็นธรรมชาติมากขึ้น ขณะเดียวกัน นักวิเคราะห์มองว่าแว่นตาอัจฉริยะจะเติบโตอย่างรวดเร็วในปี 2569 นำโดย Meta, Google ซึ่งมีข่าวร่วมมือกับ Warby Parker และอาจเปิดตัวภายในปีนี้ รวมถึงบริษัทอื่น ๆ ที่มุ่งพัฒนา AI แบบ hands-free เพื่อลดการพึ่งพาหน้าจอ

ในฝั่งซิลิคอนแวลลีย์ OpenAI กำลังเตรียมเปิดตัวโมเดลเสียง AI รุ่นใหม่ในช่วงต้นปี 2569 ซึ่งถูกพัฒนาให้ฟังดูเป็นธรรมชาติยิ่งขึ้น สามารถจัดการบทสนทนาที่ถูกขัดจังหวะ พูดแทรก หรือพูดซ้อนกันได้ใกล้เคียงมนุษย์จริง แนวโน้มดังกล่าวสอดคล้องกับกระแสที่หลายฝ่ายเรียกว่า “สงครามกับหน้าจอ” ที่พยายามลดการพึ่งพาหน้าจอ และหันไปใช้อุปกรณ์เสียงและอุปกรณ์สวมใส่ เช่น แหวน AI หรืออุปกรณ์ wearable รูปแบบใหม่

ขณะเดียวกัน การเติบโตอย่างรวดเร็วของ AI กำลังสร้างแรงกดดันด้านพลังงานและพื้นที่สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์บนโลก จนเกิดแนวคิดการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ AI ในอวกาศ โดยอาศัยพลังงานแสงอาทิตย์ตลอด 24 ชั่วโมง และใช้สภาพสูญญากาศช่วยในการระบายความร้อน รายงานระบุว่า Google ได้ประกาศโครงการ Project Suncatcher ซึ่งมีแผนทดสอบในปี 2570 ขณะที่สตาร์ทอัพอย่าง Starcloud วางแผนส่งดาวเทียม AI ขึ้นสู่วงโคจรภายในปีนี้ เพื่อทดลองการประมวลผลนอกโลก

ในด้านกฎระเบียบ หลายรัฐในสหรัฐฯ เริ่มบังคับใช้กฎหมายใหม่เกี่ยวกับ AI ตั้งแต่ต้นปี 2569 โดยรัฐแคลิฟอร์เนียออกกฎหมาย SB 53 ที่กำหนดให้บริษัท AI รายใหญ่ต้องเปิดเผยข้อมูลด้านความปลอดภัยของโมเดล และคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส ขณะที่รัฐอย่างโคโลราโดและวอชิงตันออกกฎหมายควบคุม deepfake, companion chatbots และสิทธิ์ในการซ่อมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อป้องกันการใช้งานเทคโนโลยีในทางที่ผิด

ภาพรวมของปี 2569 จึงถูกมองว่าเป็นปีที่ AI ก้าวเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันอย่างชัดเจน ตั้งแต่บ้านอัจฉริยะ อุปกรณ์สวมใส่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานระดับโลก โดยงาน CES 2026 จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่สะท้อนว่า AI กำลังก้าวจากเทคโนโลยีแห่งอนาคต สู่สิ่งจำเป็นในชีวิตจริงของผู้คนทั่วโลก

แหล่งข้อมูล: TechCrunch (1 ม.ค. 2569), The New York Times (1 ม.ค. 2569), TechRadar (27 ธ.ค. 2568), Mashable (30 ธ.ค. 2568), The Verge (1 ม.ค. 2569), Engadget (31 ธ.ค. 2568), The Guardian (30 ธ.ค. 2568)