ราคาน้ำมันดิบโลกเคลื่อนไหวใกล้ระดับสูงสุดในรอบ 6 เดือนเมื่อวันศุกร์ และกำลังมุ่งหน้าสู่การปรับขึ้นรายสัปดาห์ครั้งแรกในรอบสามสัปดาห์ หลังประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ส่งสัญญาณแข็งกร้าวต่ออิหร่าน โดยเตือนว่าจะเกิด “ผลลัพธ์ที่เลวร้าย” หากไม่สามารถบรรลุข้อตกลงนิวเคลียร์ภายในไม่กี่วันข้างหน้า

สัญญาน้ำมันดิบ Brent ปรับลดลงเล็กน้อย 8 เซนต์ เคลื่อนไหวบริเวณ 71.58 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ขณะที่น้ำมันดิบสหรัฐฯ West Texas Intermediate (WTI) อยู่ที่ 66.44 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม หากนับตลอดทั้งสัปดาห์ ทั้งสองสัญญาปรับตัวขึ้นราว 5.3% สะท้อนแรงซื้อที่กลับเข้ามาในตลาด

นักวิเคราะห์มองว่าตลาดกำลังจับตาความตึงเครียดในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะช่วงสุดสัปดาห์ที่อาจมีพัฒนาการสำคัญเกิดขึ้น ทำให้นักลงทุนยังไม่เร่งปิดสถานะทำกำไร ด้านรัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่านเปิดเผยว่าคาดจะมีร่างข้อเสนอฉบับโต้กลับภายในไม่กี่วัน หลังการเจรจานิวเคลียร์รอบล่าสุด ขณะที่ทรัมป์ระบุว่ากำลังพิจารณาทางเลือกทางทหารแบบจำกัดวง

อิหร่านถือเป็นผู้ผลิตน้ำมันรายสำคัญ และตั้งอยู่ฝั่งตรงข้ามคาบสมุทรอาหรับบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันคิดเป็นราว 20% ของอุปทานโลก หากเกิดความขัดแย้งในพื้นที่ดังกล่าว อาจกระทบต่อปริมาณน้ำมันในตลาดโลกและดันราคาให้สูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจากสถาบันการเงินชี้ว่านักลงทุนเพิ่มการซื้อสัญญาออปชันฝั่ง Call ของ Brent อย่างมีนัยสำคัญในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา สะท้อนมุมมองว่าราคามีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ นอกจากนี้ ราคาน้ำมันยังได้รับแรงหนุนจากรายงานสต็อกน้ำมันดิบสหรัฐฯ ที่ลดลง 9 ล้านบาร์เรล หลังอัตราการกลั่นและการส่งออกปรับเพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องชั่งน้ำหนักกับปัจจัยด้านอุปทาน โดยมีรายงานว่ากลุ่ม OPEC+ อาจพิจารณากลับมาเพิ่มกำลังการผลิตตั้งแต่เดือนเมษายน ขณะที่นักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า ภาวะน้ำมันล้นตลาดที่เห็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2025 ยังคงต่อเนื่องในต้นปีนี้ และอาจต้องมีการปรับลดกำลังการผลิตราว 2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เพื่อป้องกันสต็อกส่วนเกินในอนาคต

ท่ามกลางความไม่แน่นอนทั้งด้านภูมิรัฐศาสตร์และอุปทาน ตลาดน้ำมันจึงยังอยู่ในภาวะจับตาใกล้ชิด โดยการเคลื่อนไหวในช่วงสุดสัปดาห์อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางราคาสัปดาห์ถัดไปอย่างมีนัยสำคัญ