แสงไฟจากโคมสนามส่องกระทบเกล็ดน้ำแข็งที่เกาะตัวหนาอยู่บนผนังถ้ำใต้ผิวดาวบริวารยูโรปา เสียงเครื่องยนต์พยุงชีพของเอเลียสทำงานแผ่วเบาแข่งกับความเงียบงันที่กดทับลงมานับกิโลเมตร เขาขยับถุงมือหนาเตอะเพื่อปัดเศษฝุ่นสีเทาออกจากวัตถุรูปร่างคล้ายแคปซูลโลหะที่จมอยู่ใต้ชั้นน้ำแข็งหนาทึบมานานนับล้านปี
เธียร่าขยับตัวเข้ามาใกล้ แสงจากหมวกนิรภัยของเธอส่องกระทบให้เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความกังวล เธอวางมือลงบนแผ่นน้ำแข็งที่หุ้มวัตถุนั้นไว้แล้วสัมผัสได้ถึงแรงสั่นสะเทือนจางๆ ที่ส่งผ่านเนื้อเยื่อสังเคราะห์ของชุดอวกาศ แรงสั่นสะเทือนนั้นไม่ใช่อาการปกติของเปลือกดาว แต่มันคือจังหวะการเต้นที่คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
"มันไม่ได้ถูกแช่แข็งจนตาย เอเลียส เธอต้องดูนี่ให้ชัด" เธียร่าเอ่ยขึ้นขณะที่ปลายนิ้วของเธอแตะลงบนจอโฮโลแกรมที่เชื่อมต่อกับเซนเซอร์วัดค่าชีวภาพ ค่าโครโมโซมที่แสดงบนหน้าจอกำลังบิดเบี้ยวและเรียงตัวใหม่ด้วยความเร็วที่เหนือกว่าวิทยาศาสตร์ปัจจุบันจะอธิบายได้ ราวกับว่ารหัสพันธุกรรมของสิ่งที่อยู่ข้างในกำลังพยายามปรับตัวเพื่อรอคอยการตื่นขึ้น
เอเลียสขมวดคิ้วแน่นก่อนจะเอื้อมมือไปกดปุ่มเร่งอุณหภูมิที่เครื่องมือเจาะน้ำแข็ง พลันที่ความร้อนแผ่ซ่านออกไป เสียงแครกของน้ำแข็งที่แตกออกดังสนั่นไปทั่วโถงถ้ำ แสงสีฟ้าจางๆ เริ่มรั่วไหลออกมาจากรอยร้าวบนแคปซูลโลหะที่บิดเบี้ยวไปตามแรงดันภายในที่พุ่งสูงขึ้น
"ถอยออกมาเดี๋ยวนี้!" เอเลียสตวาดลั่นพร้อมกับกระชากร่างของเธียร่าให้หลบไปด้านหลังโขดหินน้ำแข็ง ทันใดนั้นเศษโลหะก็กระเด็นหลุดออกจากการยึดเกาะ เผยให้เห็นสิ่งมีชีวิตที่มีโครงสร้างร่างกายโปร่งแสงดุจแก้ว แต่กลับมีเส้นสายของหลอดเลือดที่ส่องประกายด้วยสีม่วงเข้มราวกับอัญมณี
สิ่งมีชีวิตนั้นค่อยๆ ลอยตัวขึ้นจากหลุมลึก แขนขาของมันเรียวยาวและเคลื่อนไหวด้วยท่วงท่าที่ไร้แรงโน้มถ่วง มันหันมามองคนทั้งสองด้วยดวงตาที่ปราศจากม่านตา แต่กลับมีรหัสข้อมูลวิ่งผ่านไปมาคล้ายกับตัวเลขที่ไหลลื่นบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ เธียร่าทรุดตัวลงกับพื้นขณะที่รหัสเหล่านั้นเริ่มถ่ายทอดเข้ามาในชุดสื่อสารของเธอโดยตรง เสียงความถี่สูงดังระงมจนเธอต้องยกมือขึ้นกุมขมับ
"มันกำลังถามถึงที่อยู่ของดาวเคราะห์แม่ แต่มันไม่รู้ว่าเรามาจากที่ไหน" เธียร่าพยายามตะโกนแข่งกับเสียงสั่นประสาทที่ดังก้องอยู่ในหัวของเธอ เธอรู้สึกได้ถึงความเย็นยะเยือกที่พุ่งเข้าสู่กระดูกสันหลังเมื่อสัมผัสได้ถึงความโหยหาที่ฝังอยู่ในความทรงจำของเจ้าสิ่งนั้น มันไม่ได้เป็นศัตรู แต่มันคือผู้ที่หลงลืมกาลเวลาและกำลังหาทางกลับบ้านผ่านรอยร้าวของดวงดาว
เอเลียสคว้าปืนยิงตะขอขึ้นมาเตรียมพร้อม แต่เมื่อเห็นดวงตาคู่นั้นของสิ่งมีชีวิต เขาตัดสินใจลดอาวุธลง สิ่งที่เขาเห็นในดวงตาคู่แปลกประหลาดนั้นไม่ใช่แสงจากดาวฤกษ์ดวงไหน แต่มันคือภาพของโลกสีน้ำเงินที่ยังเป็นเพียงผืนดินแห้งแล้งเมื่อหลายล้านปีก่อน สิ่งมีชีวิตนี้อาจจะเป็นบรรพบุรุษที่ถูกทิ้งไว้ในความหนาวเหน็บขณะที่สายพันธุ์อื่นอพยพไปสู่ดาวเคราะห์ดวงใหม่
การสั่นสะเทือนใต้พื้นน้ำแข็งเริ่มรุนแรงขึ้นจนผนังถ้ำเริ่มถล่มลงมาเป็นระลอก เอเลียสตัดสินใจกดรีโมทควบคุมระบบสื่อสารเพื่อเปิดช่องทางความถี่กว้างเพื่อรองรับข้อมูลมหาศาลที่สิ่งมีชีวิตนั้นพยายามถ่ายทอดออกมา มันคือแผนที่ดวงดาวที่สาบสูญไปจากสารบบของมนุษยชาติ แต่ละพิกัดที่ปรากฏขึ้นมาทำให้นักสำรวจทั้งสองตระหนักได้ว่า พวกเขาไม่ได้เดินทางมาค้นหาดาวเคราะห์ดวงใหม่ แต่กำลังพบกับประวัติศาสตร์ที่ถูกลบเลือนด้วยน้ำแข็ง
เมื่อข้อมูลสุดท้ายถูกส่งผ่านจนครบ สิ่งมีชีวิตนั้นก็ค่อยๆ เลือนหายไปในแสงสว่างที่เจิดจ้ากลืนกินทุกอย่างรอบข้าง ทิ้งไว้เพียงความว่างเปล่าและซากแคปซูลที่เหลือเพียงเศษโลหะสนิมเขรอะ เอเลียสและเธียร่ามองหน้ากันในความเงียบงันที่กลับคืนมาอีกครั้ง มีเพียงเสียงลมพัดหึ่งๆ ภายนอกถ้ำที่เตือนให้รู้ว่าภารกิจสำรวจครั้งนี้ได้เปลี่ยนความเข้าใจเรื่องจุดกำเนิดของพวกเขาทั้งคู่ไปตลอดกาล
ท่ามกลางความมืดมิดของยูโรปา ข้อมูลที่ได้รับยังคงสั่นไหวอยู่บนหน้าจอโฮโลแกรมที่พังเสียหาย เอเลียสเก็บเศษชิ้นส่วนของแคปซูลใส่กระเป๋าเก็บตัวอย่างด้วยมือที่ยังคงสั่นเทา ก่อนจะพาเธียร่าเดินฝ่าพายุหิมะกลับไปยังยานขนส่งทิ้งไว้เพียงรอยเท้าที่ถูกฝังกลบอย่างรวดเร็วด้วยเกล็ดน้ำแข็งที่ร่วงหล่นลงมาจากเพดานถ้ำ