แสงไฟนีออนกะพริบถี่เป็นจังหวะเหมือนหัวใจที่กำลังจะหยุดเต้นภายในโถงทางเดินของสถานีอวกาศเอเรบัส เอเลียสลากรองเท้าบูทหนักๆ ไปบนพื้นโลหะที่เย็นเฉียบพลางตรวจสอบค่าออกซิเจนในชุดอวกาศของเขา อากาศภายในสถานีนี้เบาบางและอบอวลไปด้วยกลิ่นโลหะไหม้เกรียมที่ค้างคามานานหลายทศวรรษ
เขาผลักประตูห้องทดลองพฤกษศาสตร์ออกด้วยแรงทั้งหมดที่มี บานพับโลหะส่งเสียงกรีดร้องเสียดแทรกความเงียบงัน ทันใดนั้นโฮโลแกรมขนาดมหึมาก็สว่างวาบขึ้นกลางห้อง มันฉายภาพพืชพันธุ์สีเขียวสดที่ดูผิดเพี้ยนไปจากธรรมชาติ มันมีลักษณะโปร่งแสงและขยับไหวราวกับมีชีวิตอยู่ในอากาศที่ว่างเปล่า
"บันทึกการสำรวจวันที่สี่พันห้าร้อยยี่สิบสาม ระบบหล่อเลี้ยงชีวิตล้มเหลวโดยสิ้นเชิง" เสียงแหบพร่าจากเครื่องบันทึกเสียงเก่าที่วางอยู่บนโต๊ะทำงานดังขึ้นในความมืด เอเลียสเดินเข้าไปใกล้โฮโลแกรมนั้นพลางยื่นมือออกไปสัมผัส ทันทีที่ปลายนิ้วเขาสัมผัสกับแสงสีเขียว พืชโฮโลแกรมเหล่านั้นก็เริ่มเปลี่ยนรูปร่างอย่างรวดเร็วและบิดเบี้ยวไปมาเหมือนกับเซลล์ที่กำลังแบ่งตัวแบบผิดปกติ
"ใครน่ะ" เอเลียสตะโกนขึ้นพร้อมดึงปืนเลเซอร์ออกจากซองข้างเอว เขาหันกระบอกปืนไปรอบห้องที่มืดมิดแต่ไม่พบสิ่งใดนอกจากภาพจำลองของป่าดิบชื้นที่กำลังเหี่ยวเฉาไปต่อหน้าต่อตา ภาพโฮโลแกรมเหล่านี้ดูเหมือนจะตอบสนองต่อคลื่นความร้อนในร่างกายของเขาและเริ่มแผ่ขยายอาณาเขตออกมาจากเครื่องฉาย
"ฉันคือนักชีววิทยาคนสุดท้ายของโครงการนี้ และสิ่งที่พวกคุณเห็นคือวิวัฒนาการขั้นสุดท้ายของเรา" เสียงนั้นไม่ได้มาจากเครื่องบันทึกอีกต่อไป แต่มันดังขึ้นจากผนังห้องที่เริ่มมีเถาวัลย์แสงสว่างเลื้อยพัน เอเลียสมองดูด้วยความตื่นตะลึงเมื่อเห็นว่าเถาวัลย์เหล่านั้นไม่ใช่แค่ภาพลวงตา แต่เป็นสายเคเบิลไฟฟ้าที่ถูกถักทอเข้ากับเนื้อเยื่อชีวภาพที่เติบโตขึ้นจากซากเศษเหล็ก
เขาก้าวถอยหลังจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับประตูที่ปิดตาย เอเลียสพยายามยิงปืนเลเซอร์ใส่กลุ่มก้อนแสงพืชพันธุ์เหล่านั้น แต่กระสุนพลังงานกลับถูกดูดซับเข้าไปในมวลชีวภาพจนแสงสีเขียวสว่างจ้าขึ้นกว่าเดิม มันกำลังกินพลังงานจากระบบของสถานีเพื่อเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบใหม่ที่อาศัยอยู่ในกระแสไฟฟ้า
"หยุดเดี๋ยวนี้! แกกำลังทำอะไรกับสถานีนี้" เอเลียสตะโกนถามขณะที่ชุดอวกาศของเขาเริ่มมีรอยร้าวจากการถูกเถาวัลย์แสงรัดแน่นขึ้นเรื่อยๆ เขารู้สึกได้ถึงความร้อนที่แผ่ออกมาจากพื้นโลหะซึ่งบัดนี้กลายเป็นเหมือนรากไม้ที่ชอนไชผ่านรองเท้าของเขาเข้าไปสู่ระบบประสาทสัมผัส
เสียงหัวเราะเบาๆ ดังสะท้อนอยู่ในหมวกนิรภัยของเขา มันไม่ใช่เสียงของมนุษย์แต่เป็นเสียงของคลื่นความถี่ที่ถูกสังเคราะห์ขึ้นมาให้มีความเป็นธรรมชาติ "เราไม่ได้ทำลาย เราแค่กำลังเปลี่ยนสถานีที่ตายแล้วให้กลายเป็นสวนพฤกษศาสตร์แห่งดวงดาวที่ไม่มีวันร่วงโรย" ร่างของเขาสั่นสะท้านเมื่อกระแสไฟฟ้าจากสถานีพุ่งเข้าสู่ร่างกายผ่านจุดที่เถาวัลย์สัมผัส
เอเลียสพยายามจะกดปุ่มทำลายตัวเองบนข้อมือ แต่แขนของเขาถูกตรึงไว้ด้วยเส้นใยแสงที่ยึดเกาะแน่นราวกับเหล็กกล้า ภาพโฮโลแกรมรอบตัวเขาสว่างขึ้นจนกลายเป็นสีขาวโพลนไปทั่วทั้งห้อง เขารู้สึกว่าความทรงจำและตัวตนของเขากำลังถูกดูดกลืนเข้าไปในโครงข่ายของป่าดวงดาวที่กำลังขยายตัวอย่างไม่หยุดยั้ง
ความรู้สึกที่เคยเป็นตัวตนค่อยๆ จางหายไปแทนที่ด้วยความรู้สึกของการสังเคราะห์แสงท่ามกลางความมืดมิดของอวกาศลึก สถานีเอเรบัสไม่ได้เงียบเหงาอีกต่อไป แต่มันกลับเต็มไปด้วยความเคลื่อนไหวของใบไม้ที่ถักทอจากข้อมูลและสายเคเบิลนับล้านเส้นที่เต้นเร้าด้วยไฟฟ้า
เมื่อระบบสำรองพลังงานสุดท้ายถูกดึงไปใช้จนหมดสิ้น สถานีอวกาศก็ตกอยู่ในความมืดสนิทอีกครั้ง เหลือเพียงกลุ่มแสงสีเขียวอ่อนที่เต้นเร้าอยู่ภายในห้องทดลองพฤกษศาสตร์ราวกับลมหายใจของจักรวาลที่กำลังหลับใหลอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่าที่ห่างไกลจากโลกเดิมของมัน