แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวตามจังหวะลมที่พัดผ่านรอยแยกของบานหน้าต่างไม้เก่าคฤหาสน์หลังนี้ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวบนเนินเขาที่ถูกปกคลุมด้วยไอหมอกหนาทึบตลอดทั้งปี อลินนั่งมองร่างสูงของชายหนุ่มที่ทอดสายตามองออกไปในความมืด เขามักจะยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานราวกับกำลังรอคอยใครบางคนให้ก้าวเดินผ่านม่านฝนเข้ามา
เปียโนตัวใหญ่กลางห้องโถงอยู่ในสภาพที่ฝุ่นจับหนาเตอะจนมองไม่เห็นเนื้อไม้เดิม อลินตัดสินใจลุกขึ้นเดินเข้าไปใกล้แล้วใช้นิ้วเรียวสัมผัสเบาๆ ลงบนคีย์สีขาวที่เหลืองซีดตามกาลเวลา เสียงโน้ตตัวแรกที่ดังขึ้นนั้นแผ่วเบาและแหบพร่าราวกับเสียงถอนหายใจของคนชรา แต่มันกลับดึงให้ดวงตาของชายหนุ่มหันกลับมามองด้วยความตื่นตระหนกที่ปนเปไปกับความสับสน
เขาเดินเข้ามาใกล้เธอช้าๆ จนรับรู้ได้ถึงไอเย็นที่แผ่ออกมาจากตัวเขา นิ้วมือที่หยาบกร้านของเขาสั่นระริกขณะวางทับลงบนมือของเธอที่ยังคงค้างอยู่บนลิ่มเปียโน ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาใกล้จนเธอสัมผัสได้ถึงลมหายใจที่แผ่วเบาและกลิ่นอายของหนังสือเก่าที่ติดตัวเขามาตลอด เขากระซิบด้วยน้ำเสียงที่แทบจะกลืนหายไปกับเสียงฝนว่า คุณไม่ควรเล่นเพลงนั้น เพราะมันเป็นบทเพลงที่ยังไม่มีใครเขียนบทสรุปให้จบสิ้น
อลินหันไปสบตากับเขา ดวงตาสีเทาหม่นของเขาเหมือนกับท้องฟ้าในวันที่พายุเข้า มันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดที่ถูกเก็บงำไว้ใต้ความเงียบงัน เธอถามเขาว่าหากมันยังไม่จบ เหตุใดเขาถึงไม่ลงมือเขียนมันให้เสร็จเสียที หรือว่าความทรงจำที่หายไปของเขามันถูกฝังรวมอยู่กับท่วงทำนองที่เขากลัวที่จะได้ยินมันอีกครั้ง
ชายหนุ่มผละมือออกแล้วหันไปหยิบสมุดโน้ตปกหนังที่วางอยู่บนหลังเปียโนขึ้นมาเปิดพลิกไปมา หน้ากระดาษข้างในเต็มไปด้วยรอยขีดฆ่าและเส้นบรรทัดที่ว่างเปล่าราวกับคนเขียนพยายามจะถ่ายทอดบางอย่างลงไปแต่กลับต้องหยุดชะงักลงกลางคันทุกครั้ง เขาทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ไม้ตัวเดิมแล้วเริ่มกดคีย์เปียโนด้วยความชำนาญที่ยังหลงเหลืออยู่ ท่วงทำนองที่โศกเศร้าและทรงพลังเริ่มกังวานไปทั่วห้องโถงจนเสียงฝนด้านนอกดูเหมือนจะเงียบลงไปถนัดตา
ในขณะที่เขากำลังบรรเลง อลินมองเห็นภาพนิมิตที่กระจัดกระจายราวกับเศษแก้วที่แตกละเอียด เธอเห็นงานเลี้ยงเต้นรำที่หรูหรา เสียงหัวเราะที่อบอุ่น และรอยยิ้มของหญิงสาวคนหนึ่งที่สวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ยืนเคียงข้างเขาใต้ต้นเมเปิ้ลที่กำลังผลัดใบ แต่น่าแปลกที่ใบหน้าของหญิงสาวคนนั้นกลับพร่าเลือนเหมือนถูกหมึกสีดำหยดทับจนมองไม่ชัด เธอเข้าใจในทันทีว่าทำไมเขาถึงไม่กล้าเล่นเพลงนี้ให้จบ เพราะบทสรุปของมันคือความจริงที่เขาไม่อาจยอมรับได้
เสียงเปียโนเริ่มเร่งจังหวะขึ้นอย่างรุนแรงราวกับคลื่นที่ซัดเข้าหาฝั่ง ชายหนุ่มเริ่มหอบหายใจหนักขึ้น มือของเขาเริ่มสั่นจนกดพลาดคีย์ตัวสุดท้ายไปอย่างน่าเสียดาย เขาฟุบหน้าลงกับลิ่มเปียโนพร้อมกับเสียงสะอื้นที่หลุดลอดออกมาจากลำคออย่างไม่อาจหักห้าม อลินยื่นมือไปลูบหลังเขาเบาๆ เพื่อปลอบประโลมความเจ็บปวดที่กัดกินหัวใจเขามาเนิ่นนาน
เขาเงยหน้าขึ้นมามองเธอ น้ำตาไหลผ่านร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้า เขาพูดว่าในทุกครั้งที่ฉันพยายามจะเขียนตัวโน้ตตัวสุดท้าย ฉันจะเห็นเธอล้มลงไปในกองหิมะและหายไปจากชีวิตของฉันตลอดกาล อลินชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะโน้มตัวลงไปกระซิบข้างหูเขาว่าบางทีเธออาจไม่ได้หายไปไหน แต่อาจจะรอคอยอยู่ในบทเพลงที่คุณเพิ่งจะเล่นจบไปเมื่อครู่นี้เองก็เป็นได้
ชายหนุ่มนิ่งเงียบไปครู่ใหญ่ เขามองดูนิ้วมือของตัวเองที่เปื้อนคราบฝุ่นจากการเล่นเปียโนก่อนจะหันกลับมามองแผ่นกระดาษที่ว่างเปล่าอีกครั้ง เขาตัดสินใจหยิบปากกาขนนกขึ้นมาจรดลงบนบรรทัดสุดท้ายของหน้ากระดาษอย่างมั่นคง เสียงฝนด้านนอกเริ่มซาลงเหลือเพียงหยดน้ำที่กระทบพื้นดินเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เหมือนกับหัวใจที่เริ่มกลับมาเต้นเป็นจังหวะเดียวกันอีกครั้ง
เมื่อหมึกสีดำแต้มลงบนกระดาษจนเกิดเป็นโน้ตตัวสุดท้าย บรรยากาศรอบข้างที่เคยหนาวเหน็บก็ดูจะอุ่นขึ้นอย่างน่าประหลาด หมอกควันที่ปกคลุมหน้าต่างค่อยๆ จางหายไปเผยให้เห็นแสงจันทร์ที่สาดส่องลงมายังห้องโถงสีทองอร่าม เขาวางปากกลงแล้วหันมามองอลินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป มันคือสายตาของคนที่เพิ่งตื่นจากฝันร้ายอันยาวนานและพบว่าคนสำคัญที่เขาตามหามาตลอดนั้นยืนอยู่ตรงหน้าเขาจริงๆ ในค่ำคืนนี้