ท่ามกลางขุนเขาที่ปกคลุมด้วยหิมะหนาเตอะจนมองไม่เห็นทางเดิน ลินินยืนนิ่งอยู่หน้าหน้าผาที่มีผลึกน้ำแข็งรูปร่างประหลาดเกาะกลุ่มกันอยู่ เธอสัมผัสได้ถึงความเย็นที่แทรกซึมผ่านถุงมือไหมพรมเข้ามาจนถึงกระดูก แต่มันกลับไม่ใช่ความเย็นที่ทำให้เธออยากผละหนี เพราะในใจกลางของผลึกเหล่านั้นมีแสงสีฟ้าจางๆ เต้นตุบๆ ราวกับจังหวะการเต้นของหัวใจที่ถูกกักขังไว้ในกรงแก้ว
เธอกระชับเสื้อโค้ทตัวหนาเข้าหาตัวพลางกวาดสายตามองหาร่องรอยของชายหนุ่มที่สัญญากับเธอว่าจะมาพบกันในวันแรกที่หิมะตกหนักที่สุดของปี เสียงฝีเท้าที่ดังแว่วมาตามลมหนาวทำให้หัวใจของเธอเต้นผิดจังหวะ เธอหันกลับไปมองและพบกับร่างสูงในชุดคลุมสีเทาเข้มที่ดูเหมือนจะกลืนหายไปกับพายุหิมะที่กำลังก่อตัวรอบกาย
"คุณมาสายกว่าที่ฉันคาดไว้นะ อาร์ค" ลินินเอ่ยขึ้นเบาๆ เสียงของเธอถูกลมพัดพาจนเกือบจะเลือนหายไปในความว่างเปล่า เธอพยายามมองให้ชัดผ่านม่านหิมะที่เริ่มโปรยปรายลงมาอย่างหนักหน่วงจนแทบมองไม่เห็นใบหน้าของอีกฝ่ายที่ยืนอยู่ห่างออกไปเพียงไม่กี่ก้าว
อาร์คหยุดยืนนิ่งโดยไม่ขยับเข้ามาใกล้กว่าเดิม เขามองผลึกน้ำแข็งที่หน้าผานั้นด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด "การเดินทางในวันที่โลกหยุดหมุนนั้นยากลำบากกว่าที่ผมคิดไว้เสมอ ลินิน ผมพยายามรักษารอยร้าวเหล่านั้นไม่ให้ขยายออกไปมากกว่าเดิม แต่มันดูเหมือนจะเกินกำลังของผมแล้ว"
เขายื่นมือที่สั่นเทาออกไปสัมผัสผลึกน้ำแข็งเบาๆ ทันใดนั้นรอยร้าวที่เคยปรากฏอยู่เพียงเล็กน้อยก็เริ่มขยายตัวออกเป็นวงกว้าง แสงสีฟ้าภายในเริ่มสั่นไหวอย่างรุนแรงจนเกิดเสียงหวีดหวิวแหลมเล็กที่บาดลึกเข้าไปในโสตประสาท ลินินรีบก้าวเข้าไปหาเขาเพื่อดึงมือที่กำลังสั่นนั้นออกมา แต่ทว่าฝ่ามือของเธอกลับทะลุผ่านความว่างเปล่าไปราวกับว่าเขาเป็นเพียงภาพสะท้อนจากกระจกมิติ
"หยุดเถอะอาร์ค ถ้าคุณฝืนมันต่อไปแบบนี้ ตัวตนของคุณจะแตกสลายไปพร้อมกับผลึกเหล่านั้น" ลินินตะโกนแข่งกับเสียงหวีดหวิวที่ดังขึ้นเรื่อยๆ น้ำตาที่ไหลออกมาจากดวงตาของเธอแข็งตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ทันทีที่สัมผัสอากาศอันหนาวเหน็บ เธอรู้ดีว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้เผชิญหน้ากันในพื้นที่แห่งนี้
อาร์คหันมามองเธอด้วยรอยยิ้มที่เศร้าสร้อยที่สุดเท่าที่เธอเคยเห็นมา เขาไม่ได้พยายามดึงมือกลับ แต่กลับใช้นิ้วมือที่จางลงเรื่อยๆ แตะที่แก้มของเธออย่างแผ่วเบา แม้ว่าสัมผัสนั้นจะเย็นเยียบจนชาไปทั้งแถบ แต่มันกลับเป็นความรู้สึกเดียวที่ทำให้เธอรู้ว่าเขายังคงอยู่ตรงนี้ "ความทรงจำของเราไม่ได้ถูกเก็บไว้ในที่ที่ปลอดภัยหรอก แต่มันถูกเก็บไว้ในความเจ็บปวดที่แช่แข็งเอาไว้ หากผมปล่อยให้มันละลาย เราอาจจะลืมเลือนกันไปตลอดกาล แต่ถ้าผมยังดื้อดึงที่จะรักษาไว้ เราก็จะเจ็บปวดอยู่เช่นนี้ไม่รู้จบ"
ลินินคว้ามือที่โปร่งแสงของเขาไว้แน่น แม้จะไม่มีแรงต้านทานใดๆ จากผิวหนังของเขา แต่เธอก็ยังยื้อไว้สุดกำลัง "ฉันไม่กลัวที่จะลืมหรอก ขอแค่ให้คุณได้ไปอยู่ในที่ที่อบอุ่นกว่านี้ ไม่ต้องมาทนหนาวอยู่กลางหุบเขาที่ไร้ซึ่งทางออกแบบนี้อีกต่อไป ปล่อยมันไปเถอะอาร์ค ปล่อยให้ความทรงจำพวกนี้กลายเป็นเพียงละอองหิมะที่โปรยลงสู่พื้นดิน"
เสียงของเธอสั่นเครือขณะที่ผลึกน้ำแข็งเบื้องหน้าเริ่มแตกกระจายกลายเป็นฝุ่นผงละเอียด อาร์คถอนหายใจยาวก่อนจะหลับตาลงอย่างอ่อนแรง แรงลมพัดกรรโชกแรงขึ้นจนร่างของเขาสั่นไหวราวกับภาพวาดที่ถูกน้ำชะล้าง เขาค่อยๆ โน้มตัวลงมาใกล้หน้าผากของลินิน แผ่ความรู้สึกที่เปี่ยมไปด้วยความรักและความอาวรณ์ผ่านความว่างเปล่าที่คั่นกลางระหว่างพวกเขา
"ถ้าอย่างนั้น ผมขอฝากความหนาวเหน็บนี้ไว้กับคุณเพียงคนเดียว เพื่อที่ผมจะได้ไปเริ่มใหม่ในที่ที่แสงอาทิตย์ส่องถึง" เมื่อเขากล่าวจบ ร่างกายของเขาก็สลายกลายเป็นผลึกหิมะนับล้านเม็ดที่ลอยละล่องไปตามสายลม ทิ้งให้ลินินยืนอยู่เพียงลำพังท่ามกลางความเงียบงันที่กลับคืนมาอีกครั้ง
เธอยืนนิ่งมองฝุ่นหิมะที่โปรยปรายลงมาปกคลุมรอยเท้าของเขาจนมิดชิด ความรู้สึกเย็นเฉียบที่เคยอยู่รอบตัวค่อยๆ จางหายไป เหลือเพียงความว่างเปล่าที่ถูกเติมเต็มด้วยความทรงจำที่แตกสลาย ลินินหยิบเศษผลึกที่หลงเหลืออยู่เพียงชิ้นเดียวขึ้นมาดู มันไม่มีแสงสีฟ้าอีกต่อไปแล้ว มีเพียงความใสกระจ่างที่สะท้อนเงาของเธอที่ดูโดดเดี่ยวภายใต้ท้องฟ้าสีเทาหม่น
เธอหันหลังเดินกลับไปตามทางเดินที่ไร้ร่องรอยแห่งความทรงจำ ทิ้งให้หุบเขาแห่งนี้คืนสู่ความสงบตามกาลเวลาที่ดำเนินไปตามปกติ หยาดน้ำค้างแข็งบนพื้นเริ่มละลายกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ ที่ไหลรวมกันเป็นสายธารเล็กๆ ท่ามกลางหิมะที่ค่อยๆ จางหายไปตามแรงลมของฤดูกาลใหม่ที่กำลังจะมาถึง