สายลมเบาบางพัดผ่านยอดไม้ลอยฟ้าหอบเอาละอองเกสรสีทองกระจายไปทั่วทุ่งหญ้าที่ลอยละล่องอยู่เหนือหมู่เมฆ เอลินเดินย่ำเท้าลงบนผืนหญ้าที่อ่อนนุ่มดุจกำมะหยี่ สายตาของเขามุ่งตรงไปยังรากไม้ขนาดมหึมาที่ขดตัวซ้อนทับกันราวกับงูยักษ์ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่สั่นไหวตามจังหวะชีพจรของโลกใบนี้

เขาคุกเข่าลงข้างรากไม้ขรุขระ ก่อนจะใช้นิ้วมือเกลี่ยดินร่วนออกเพื่อเผยให้เห็นวัตถุบางอย่างที่เปล่งประกายล้อแสงแดดอ่อนยามบ่าย มันคือหยดน้ำตาสีอำพันที่มีความหนืดข้นและกักเก็บภาพเงาของป่าในยุคสมัยที่ยังไม่มีใครเคยพบเห็น เอลินสัมผัสมันด้วยความระมัดระวังจนรู้สึกถึงกระแสไฟฟ้าอ่อนๆ ที่ไหลผ่านปลายนิ้วเข้าสู่หัวใจ

“เจ้าไม่ควรแตะต้องมันนะเอลิน” เสียงทุ้มต่ำของชายชราดังขึ้นจากด้านหลัง พร้อมกับไม้เท้าที่ทำจากกิ่งไม้ศักดิ์สิทธิ์กระทบพื้นหญ้าเป็นจังหวะสม่ำเสมอ เอลินสะดุ้งสุดตัวและรีบหันไปมองผู้อาวุโสที่ยืนอยู่ใต้ร่มเงาของใบไม้สีฟ้าครามที่สั่นไหวอย่างเป็นจังหวะ

เอลินลุกขึ้นยืนพลางชูหยดน้ำตาสีอำพันให้ชายชราดูด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความสงสัยใคร่รู้ เขาถามกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่าสิ่งนี้คืออะไรกันแน่ และเหตุใดมันจึงดูเหมือนหัวใจที่กำลังเต้นตุบๆ อยู่ในมือของเขา ผู้อาวุโสถอนหายใจยาวก่อนจะเดินเข้ามาใกล้และวางมือเหี่ยวย่นลงบนไหล่ของเด็กหนุ่ม

“มันคือหยดน้ำตาที่ร่วงหล่นจากดวงตาสีอำพันของเทพพฤกษาเมื่อครั้งป่าลอยฟ้ายังเป็นเพียงเมล็ดพันธุ์เดียวบนโลก” ชายชราอธิบายพลางชี้ไปยังขอบฟ้าที่เวิ้งว้าง “ทุกครั้งที่ป่าเริ่มสูญเสียพลังชีวิต หยดน้ำตานี้จะปรากฏขึ้นเพื่อให้ผู้ที่กล้าหาญพอได้ตัดสินใจว่าจะคืนชีพความทรงจำให้โลก หรือจะปล่อยให้มันสลายไปเพื่อเริ่มต้นใหม่ในวัฏจักรที่ไม่มีใครจดจำได้อีก”

เอลินมองลงไปยังหยดน้ำตาในมืออีกครั้ง เห็นภาพเมืองสีขาวสะอาดตาที่ตั้งอยู่บนทุ่งหญ้าที่เขียวขจี ซึ่งต่างจากสภาพป่าที่แห้งแล้งและต้นไม้ที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเทาหม่นรอบตัวเขาในปัจจุบัน เขาเข้าใจในทันทีว่าการรักษาสิ่งนี้ไว้คือการแบกรับน้ำหนักของประวัติศาสตร์ที่หนักอึ้งเกินกว่าเด็กหนุ่มเช่นเขาจะรับไหว

“ท่านหมายความว่าถ้าข้าไม่คืนพลังนี้ลงสู่รากไม้ ป่าแห่งนี้จะตายไปตลอดกาลใช่หรือไม่” เอลินถามเสียงเบาในขณะที่มือของเขาเริ่มสั่นเทาจากไอเย็นที่แผ่ออกมาจากวัตถุนั้น ชายชราพยักหน้าช้าๆ แทนคำตอบและปล่อยให้ความเงียบเข้าปกคลุมพื้นที่รอบข้างจนได้ยินเพียงเสียงลมหายใจของผืนป่าที่เริ่มติดขัด

ทันใดนั้น ผืนดินใต้ฝ่าเท้าของทั้งคู่ก็เกิดการสั่นสะเทือนรุนแรงจนเอลินเสียหลักล้มลง รากไม้โบราณที่เคยนิ่งสงบกลับบิดเบี้ยวและส่งเสียงร้องครางราวกับสิ่งมีชีวิตที่กำลังจะขาดใจตาย เศษหินและฝุ่นละอองร่วงหล่นลงไปในเหวไร้ก้นบึ้งเบื้องล่างของเกาะลอยฟ้า

เอลินตัดสินใจอย่างรวดเร็ว เขาไม่รอคำสั่งจากชายชราอีกต่อไปและรีบกระแทกหยดน้ำตาสีอำพันลงไปในรอยแตกของรากไม้ที่กว้างที่สุด ทันทีที่มันสัมผัสกับเนื้อไม้ แสงสีทองสว่างจ้าก็ระเบิดออกมาจากใจกลางรากไม้ราวกับดวงอาทิตย์ดวงใหม่ที่ถือกำเนิดขึ้นท่ามกลางความมืดมิด

แรงปะทะจากพลังงานมหาศาลผลักให้เอลินกระเด็นออกไปไกลหลายเมตร แต่เขายังคงจ้องมองภาพที่เกิดขึ้นอย่างไม่อาจละสายตาได้ ต้นไม้สีเทาหม่นรอบตัวเริ่มกลับมามีสีเขียวสดใส ใบไม้ที่แห้งเหี่ยวร่วงหล่นลงพื้นและถูกแทนที่ด้วยยอดอ่อนสีเขียวมรกตที่พุ่งออกมาอย่างรวดเร็วราวกับปาฏิหาริย์

ชายชราเดินเข้ามาหาเอลินที่ยังนอนหอบหายใจอยู่บนพื้นหญ้าที่กลับมานุ่มนวลอีกครั้ง เขาไม่ได้กล่าวชื่นชมหรือตำหนิ แต่กลับยิ้มให้ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ เอลินมองดูผืนป่าที่กลับมามีชีวิตชีวาและได้ยินเสียงนกแปลกตาดังแว่วมาตามสายลม ราวกับโลกใบนี้เพิ่งตื่นขึ้นจากการหลับใหลอันยาวนาน

ท้องฟ้าที่เคยหม่นหมองเริ่มเปลี่ยนเป็นสีครามสดใสเมื่อละอองดาวจางๆ เริ่มปรากฏตัวขึ้นแม้จะเป็นเวลากลางวัน เอลินลุกขึ้นยืนด้วยความรู้สึกที่เปลี่ยนไปจากเดิม เขารู้แล้วว่าหน้าที่ของเขาไม่ใช่แค่การเฝ้ามอง แต่เป็นการกล้าที่จะคืนหยดน้ำตาแห่งความทรงจำให้แก่ผืนดิน เพื่อให้วัฏจักรแห่งชีวิตดำเนินต่อไปโดยไม่ถูกลืมเลือนไปตามกาลเวลา