แสงไฟจากตะเกียงน้ำมันสั่นไหวไปมาตามแรงลมที่ลอดผ่านช่องหน้าต่างไม้เก่าแก่ ในห้องสมุดใต้ดินที่เต็มไปด้วยกลิ่นอับของกระดาษและกาลเวลา รวินทร์ขยับแว่นขยายในมือเพื่อส่องดูรอยจารึกบนแผ่นหนังผืนใหญ่ที่วางอยู่บนโต๊ะไม้โอ๊ค เขาสังเกตเห็นจุดผิดปกติบางอย่างที่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลวดลายประดับเหมือนแผ่นหนังชิ้นอื่นในหอจดหมายเหตุแห่งนี้

นิ้วของเขาไล่ไปตามรอยหยักของเส้นหมึกสีชาดที่ดูเข้มกว่าจุดอื่น ราวกับว่ามันถูกเขียนขึ้นด้วยส่วนประกอบที่ต่างออกไป ทันใดนั้นเสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นจากทางเดินมืดมิดด้านหลัง ประสาทสัมผัสของนักสืบหนุ่มตื่นตัวขึ้นทันที เขาซ่อนแผ่นหนังไว้ใต้กองเอกสารก่อนจะหันไปเผชิญหน้ากับผู้มาเยือน

ชายร่างสูงในชุดสูทสีเข้มยืนอยู่ตรงทางเข้า ใบหน้าของเขาถูกบดบังด้วยหมวกปีกกว้างที่ดึงลงมาต่ำจนเกือบมิดดวงตา กลิ่นยาสูบราคาแพงโชยมาแตะจมูกรวินทร์ ท่ามกลางความเงียบงันที่กดดันจนแทบหายใจไม่ออก ชายปริศนาคนนั้นค่อยๆ ก้าวเท้าเข้ามาใกล้โต๊ะทำงานทีละน้อย

"คุณกำลังหาอะไรอยู่หรือครับ คุณรวินทร์" ชายคนนั้นเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบที่แฝงไปด้วยความคุกคาม รวินทร์พยายามรักษาท่าทีนิ่งเฉยแม้ในใจจะเริ่มประเมินโอกาสในการหลบหนีและหาทางรอด เขารู้ดีว่าหากคนตรงหน้าเห็นสิ่งที่เขาเพิ่งพบเจอ ชีวิตของเขาคงไม่ปลอดภัยอีกต่อไป

"ผมเพียงแค่มาตรวจสอบความเสียหายของบันทึกโบราณตามหน้าที่ของนักอนุรักษ์เท่านั้น" รวินทร์ตอบกลับพร้อมกับขยับตัวไปบังโต๊ะทำงานอย่างแนบเนียน เขาสังเกตเห็นชายปริศนาขยับมือเข้าไปในเสื้อสูทคล้ายกำลังควานหาอาวุธบางอย่างที่ซ่อนอยู่ข้างใน บรรยากาศภายในห้องดูเหมือนจะอุณหภูมิลดต่ำลงจนเขาสัมผัสได้ถึงไอเย็น

ชายแปลกหน้าแค่นหัวเราะในลำคอพลางก้าวเข้ามาใกล้จนเห็นรอยแผลเป็นที่หางตาชัดเจน "การโกหกไม่ใช่จุดแข็งของคุณหรอกนะ เพราะแผ่นหนังผืนนั้นไม่ได้ถูกสร้างมาให้คนนอกอย่างคุณได้ครอบครอง" เขาพูดจบก็ชักมีดสั้นออกมาจากเสื้อสูท แสงไฟตะเกียงสะท้อนคมมีดจนเกิดประกายวาบขึ้นในความมืด

รวินทร์ตัดสินใจคว้าเชิงเทียนทองเหลืองบนโต๊ะแล้วฟาดเข้าที่ตะเกียงน้ำมันจนล้มคว่ำ เปลวไฟลุกลามติดพรมปูพื้นอย่างรวดเร็ว กลิ่นไหม้คละคลุ้งไปทั่วห้อง รวินทร์อาศัยจังหวะที่ชายคนนั้นชะงักด้วยความตกใจวิ่งพุ่งตัวไปยังประตูทางออกที่อยู่ไม่ไกลนัก

เขารู้สึกได้ถึงลมวูบจากการเหวี่ยงมีดที่เฉี่ยวหลังคอไปเพียงไม่กี่มิลลิเมตร รวินทร์กระโดดหลบพ้นรัศมีคมมีดแล้ววิ่งตะบึงไปตามโถงทางเดินแคบๆ เสียงฝีเท้าของชายปริศนาไล่ตามมาติดๆ ราวกับสุนัขล่าเนื้อที่ไม่มีวันยอมปล่อยเหยื่อให้หลุดมือไปได้ รวินทร์ควักแผ่นหนังที่ซ่อนอยู่ออกมาดูอีกครั้งภายใต้แสงไฟที่เล็ดลอดเข้ามาจากช่องระบายอากาศ

รอยจารึกบนแผ่นหนังเปลี่ยนไปเมื่อสัมผัสกับความร้อนของเปลวไฟที่กำลังลุกลาม ตัวอักษรโบราณเริ่มเรียงตัวใหม่เป็นแผนที่แสดงเส้นทางลับใต้ดินของเมืองที่ไม่มีใครเคยล่วงรู้มาก่อน มันคือร่องรอยของการฆาตกรรมหมู่ที่ถูกปกปิดมานานนับร้อยปี รวินทร์ตระหนักได้ทันทีว่าเขากำลังถือหลักฐานชิ้นสำคัญที่อาจสั่นคลอนรากฐานของตระกูลผู้ทรงอิทธิพลในเมืองนี้

เขาตัดสินใจเลี้ยวเข้าสู่ช่องทางลับที่เพิ่งปรากฏขึ้นบนผนังหินด้านข้าง แรงผลักดันจากความกลัวทำให้เขาก้าวฉับๆ ไปในความมืดที่ไร้จุดหมาย เสียงฝีเท้าที่ตามหลังมาเริ่มเบาบางลงเมื่อเขาปิดกลไกประตูหินด้านหลังลงได้สำเร็จ ทิ้งให้ชายปริศนาติดอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิงที่กำลังเผาไหม้ห้องสมุดแห่งนั้นจนกลายเป็นเถ้าถ่าน

รวินทร์ทรุดตัวลงนั่งพิงผนังหินเย็นเฉียบ ความเงียบเข้าปกคลุมแทนที่เสียงการไล่ล่า เขามองแผ่นหนังในมือที่ยังคงส่องประกายเรืองรองในความมืด ราวกับมันกำลังเตือนว่าการเดินทางของเขายังไม่จบสิ้นลงเพียงเท่านี้ ปริศนาที่ซ่อนอยู่ในลายเส้นเหล่านี้คือคำตอบของความตายที่เขาต้องไขให้กระจ่างไม่ว่าจะต้องแลกด้วยสิ่งใดก็ตาม