แสงแดดยามบ่ายทอดผ่านหน้าต่างบานสูงของคฤหาสน์เก่าแก่ กระทบลงบนกรอบรูปทองเหลืองที่ว่างเปล่าราวกับมันไม่เคยถูกแขวนด้วยสิ่งใดมาก่อน รินทร์ยืนนิ่งอยู่หน้าผนังสีหม่น มือของเขาสั่นเทาขณะสัมผัสพื้นผิวผ้าใบที่ยังหลงเหลือร่องรอยของสีน้ำมันจางๆ กลิ่นอายของดอกกุหลาบอบแห้งและละอองเกสรที่ลอยคว้างอยู่ในอากาศทำให้เขารู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่บนเส้นแบ่งระหว่างความเป็นจริงและความฝัน

เขาจำได้ดีถึงรอยยิ้มของหญิงสาวในภาพวาดนั้น เธอผู้สวมชุดกระโปรงสีครามและถือร่มคันเล็กสีขาวนวลตาที่มักจะหันมามองเขาด้วยสายตาอ่อนโยนทุกครั้งที่เขาเผลอจ้องมองนานเกินไป ในห้องสมุดที่เงียบเชียบแห่งนี้มีเพียงเสียงเข็มนาฬิกาลูกตุ้มที่เต้นจังหวะสม่ำเสมอเป็นเพื่อนปลอบประโลมใจ รินทร์ตัดสินใจหยิบพู่กันที่เปื้อนสีแห้งกรังขึ้นมา เขาเชื่อว่าหากเขาสามารถจำลองรายละเอียดของเธอขึ้นมาได้อีกครั้ง เธอก็จะปรากฏตัวกลับมาสู่โลกของเขาเหมือนดั่งปาฏิหาริย์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อน

ขณะที่ปลายพู่กันแตะลงบนพื้นผ้าใบ เสียงกระซิบแผ่วเบาก็ดังขึ้นมาจากมุมมืดของห้องราวกับลมพัดผ่านช่องหน้าต่างที่ปิดสนิท ร่างหนึ่งปรากฏขึ้นจากความว่างเปล่า เป็นร่างที่พร่าเลือนของหญิงสาวในชุดสีครามที่เขาเฝ้าคิดถึง เธอไม่ได้ขยับตัวเพียงแต่ยืนมองเขาด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความโหยหา รินทร์วางพู่กันลงในถาดสีแล้วก้าวเท้าเข้าไปหาอย่างไม่ลังเล แม้พื้นไม้จะส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดเตือนให้เขารู้ถึงความเปราะบางของสถานการณ์นี้

"คุณกลับมาหาผมแล้วจริงๆ ใช่ไหม" รินทร์เอ่ยถามพลางยื่นมือออกไปสัมผัสอากาศที่ว่างเปล่า ความเย็นเยียบจากร่างของเธอซึมผ่านปลายนิ้วของเขาจนรู้สึกชาไปทั้งร่าง เธอไม่ได้ตอบคำถามเป็นถ้อยคำ แต่กลับค่อยๆ เอื้อมมือมาประคองใบหน้าของเขาไว้ ความอบอุ่นที่ประหลาดล้ำแทรกซึมเข้าสู่หัวใจที่แห้งแล้งของเขาเหมือนสายฝนที่โปรยปรายลงบนดินแดนที่ขาดน้ำมาเนิ่นนาน

เธอยิ้มให้เขาก่อนจะขยับริมฝีปากเบาๆ โดยไม่มีเสียงหลุดลอดออกมา รินทร์อ่านความหมายจากดวงตาคู่นั้นได้ว่านี่อาจเป็นครั้งสุดท้ายที่พวกเขาจะได้ใกล้ชิดกันในโลกใบนี้ เขาคว้าข้อมือเธอไว้แน่นราวกับกลัวว่าเธอจะสลายกลายเป็นเพียงไอหมอกอีกครั้ง "อย่าทิ้งให้ผมอยู่ในหอคอยแห่งความเงียบเหงาเพียงลำพังอีกเลยนะ" เขาเว้าวอนพลางดึงรั้งเธอไว้ด้วยแรงทั้งหมดที่มีในใจ

แรงสั่นสะเทือนจากพื้นห้องทำให้แจกันดอกไม้บนโต๊ะใกล้ๆ ร่วงลงมาแตกกระจายเสียงดังสนั่นหวั่นไหว รินทร์ไม่สนใจสิ่งรอบข้าง เขายังคงจ้องมองหญิงสาวที่เริ่มจางหายไปทีละส่วนราวกับภาพที่ถูกแสงแดดแผดเผาจนสีซีดจางลงไปทุกขณะ เธอพยายามดึงมือออกอย่างอ่อนแรง แต่เขากลับกอดเธอไว้แน่นยิ่งกว่าเดิมท่ามกลางความโกลาหลที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเขาเอง

"ถ้าคุณไป ผมก็จะไปกับคุณด้วย ไม่ว่าที่นั่นจะเป็นที่ไหนก็ตาม" รินทร์ตัดสินใจแน่วแน่ เขารู้ดีว่าการยึดติดกับสิ่งที่ไม่มีตัวตนนั้นอันตรายเพียงใด แต่ความรักที่สลักลึกอยู่ในใจนั้นมีพลังมากกว่าเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ใดๆ ที่จะมาอธิบายได้ ทันใดนั้นแสงสว่างจ้าก็วาบขึ้นจากผืนผ้าใบที่เคยว่างเปล่า กลืนกินทั้งตัวเขาและหญิงสาวให้หายวับไปจากห้องสมุดที่ไร้ผู้คนโดยทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนสงบ

บนผนังห้องสมุดบัดนี้มีเพียงกรอบรูปที่ว่างเปล่าวางพิงไว้กับผนัง ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเคยเกิดขึ้นที่นี่มาก่อน เศษกระเบื้องที่แตกกระจายบนพื้นค่อยๆ จางหายไปราวกับถูกลบออกจากความทรงจำของอาคารหลังเก่า ทิ้งไว้เพียงกลิ่นหอมจางๆ ของดอกกุหลาบที่ยังคงอบอวลอยู่ในอากาศยามค่ำคืนที่เงียบสงัด